TavestmeTavestme

ข้อมูลตลาดและเครื่องมือจัดพอร์ตสำหรับนักลงทุนไทย

13F

รายงานที่กองทุนใหญ่ในสหรัฐต้องยื่นทุกไตรมาส บอกว่าถือหุ้นอะไรบ้างตอนสิ้นงวด

ยื่นช้าได้ถึง 45 วันหลังสิ้นงวด ของที่เห็นจึงเป็นภาพในอดีต และรายงานเฉพาะสถานะซื้อในสหรัฐ ไม่รวมการชอร์ต อนุพันธ์ และหุ้นนอกสหรัฐ

กระแสเงินสดอิสระ (FCF)

เงินสดที่เหลือจริงหลังลงทุนในสินทรัพย์แล้ว ต่างจากกำไรทางบัญชี

การจ้างงานนอกภาคเกษตร

เดือนที่แล้วสหรัฐจ้างงานเพิ่มกี่ตำแหน่ง ประกาศศุกร์แรกของเดือน

เป็นตัวเลขที่ตลาดไหวแรงที่สุดตัวหนึ่ง และมักถูกแก้ย้อนหลังในเดือนถัดไป

การจำลองไปข้างหน้า

สุ่มผลตอบแทนรายวันของพอร์ตเองซ้ำหลายพันเส้น เพื่อดูว่าปลายทางกระจายตัวได้แค่ไหน

สุ่มจากอดีตของพอร์ตนี้เอง ไม่ใช่การพยากรณ์ อดีตไม่รับประกันอนาคต

กำไรต่อหุ้น (EPS)

กำไรสุทธิหารจำนวนหุ้น คือกำไรที่ตกมาถึงหุ้นหนึ่งหุ้น

กำไรที่ขายแล้ว

กำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงแล้วเพราะขายออกไป

คิดจากต้นทุนเฉลี่ย ณ วันที่ขาย ไม่ใช่ราคาที่ซื้อล็อตไหนล็อตหนึ่ง

กำไรที่ยังไม่ขาย

ส่วนต่างระหว่างราคาตลาดวันนี้กับต้นทุน ของที่ยังถืออยู่

ยังไม่เกิดขึ้นจริงจนกว่าจะขาย และเปลี่ยนทุกวันตามราคา

ข้อจำกัดของการทดสอบย้อนหลัง

ผลย้อนหลังคิดจากราคาที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ ผลจริงมักแย่กว่าเสมอ

เข้า-ออกทั้งก้อนที่ราคาปิดของวันที่สัญญาณเกิด ไม่รวมปันผล ภาษี และค่าเงิน

ขาดทุนลึกสุด

ช่วงที่มูลค่าตกจากจุดสูงสุดลงไปมากที่สุด บอกว่าเคยเจ็บหนักสุดแค่ไหน

คิดจากเส้นมูลค่าหารต้นทุน เงินที่เติมเข้าไประหว่างทางจึงไม่ถูกนับเป็นกำไร

ความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ผลสำรวจว่าคนรู้สึกยังไงกับเศรษฐกิจและรายได้ตัวเอง

เป็นความรู้สึก ไม่ใช่การใช้จ่ายจริง บางครั้งสวนทางกับยอดค้าปลีก

ความผันผวนต่อปี

ราคาขึ้นลงแรงแค่ไหน วัดจากส่วนเบี่ยงเบนของผลตอบแทนรายวันแล้วขยายเป็นรายปี ยิ่งสูงยิ่งเหวี่ยง

คิดจากน้ำหนักที่ถืออยู่วันนี้คงที่ตลอดช่วง ไม่ใช่ลำดับการซื้อขายจริงของคุณ

เครดิตภาษีเงินปันผล

ภาษีนิติบุคคลที่บริษัทจ่ายไปแล้วบนกำไรก้อนที่เอามาปันผล เอามาใช้ลดภาษีของเราได้

ได้เฉพาะหุ้นบริษัทไทย กอง REIT และกองโครงสร้างพื้นฐานจ่ายจากค่าเช่าไม่ใช่กำไรที่เสียภาษีมาแล้ว จึงไม่ได้เครดิต

เงินลงทุนตั้งต้น

เงินที่โอนเข้าบัญชีลงทุนจริง หักเงินที่ถอนออก

นับเงินสดที่ยังไม่ได้ซื้ออะไร ค่าธรรมเนียม และของที่ขายไปแล้วด้วย ต่างจาก ต้นทุน ซึ่งนับเฉพาะของที่ยังถืออยู่

ช่วงเวลาประกาศงบ

ก่อนเปิดตลาด = ประกาศเช้าก่อนตลาดเปิด หลังปิดตลาด = ประกาศเย็นหลังตลาดปิด

บริษัทสหรัฐส่วนใหญ่ประกาศหลังปิดตลาด ราคาจึงมักกระโดดตอนเปิดวันรุ่งขึ้น ไม่ใช่ระหว่างวันที่ประกาศ

ซื้อแล้วถือ

ผลถ้าซื้อตั้งแต่วันแรกแล้วไม่ทำอะไรเลย ใช้เป็นเส้นเทียบว่ากลยุทธ์ชนะการอยู่เฉย ๆ ไหม

กลยุทธ์ที่แพ้เส้นนี้แปลว่าเหนื่อยฟรี

ดอกเบี้ยนโยบาย Fed

ดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางสหรัฐกำหนด เป็นต้นทางของดอกเบี้ยเกือบทุกอย่างในโลก

ขึ้นดอกเบี้ยมักกดราคาหุ้นเติบโตและพันธบัตรเดิม ส่วนลดดอกเบี้ยมักทำตรงข้าม แต่ตลาดมักขยับล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนประกาศ

ดอกเบี้ยบ้าน 30 ปี

ต้นทุนกู้ซื้อบ้านในสหรัฐ สะท้อนภาคอสังหาซึ่งไวต่อดอกเบี้ยที่สุด

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

ราคาข้าวของที่คนซื้อใช้ในชีวิตประจำวันแพงขึ้นเท่าไร คือมาตรวัดเงินเฟ้อหลัก

เป็นตัวเลขที่ Fed ดูเพื่อตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย ตลาดจึงไหวตัวแรงในวันประกาศ

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI)

ต้นทุนของผู้ผลิตแพงขึ้นเท่าไร มักขยับก่อน CPI เพราะต้นทุนถูกส่งต่อมาถึงผู้บริโภคทีหลัง

ต้นทุน

เงินที่จ่ายไปกับของที่ยังถืออยู่ ไม่รวมของที่ขายไปแล้ว

ต่างจาก เงินลงทุนตั้งต้น ตรงที่ไม่นับเงินสดที่ยังไม่ได้ซื้ออะไร ค่าธรรมเนียม และของที่ขายไปแล้ว สองตัวนี้จึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้

ต้นทุนเฉลี่ย

เงินที่จ่ายไปทั้งหมดสำหรับของชิ้นนั้น หารด้วยจำนวนที่ถืออยู่ รวมค่าธรรมเนียมแล้ว

แอปนี้ใช้ต้นทุนเฉลี่ยเสมอ ไม่ใช่วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) ถ้าโบรกของคุณคิดแบบ FIFO ตัวเลขกำไรที่ขายแล้วจะไม่ตรงกัน และเงินปันผลไม่ลดต้นทุน

ต้องขึ้นถึงเงินที่ใส่

มูลค่าพอร์ตวันนี้ต้องเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร จึงจะกลับไปเท่าเงินที่โอนเข้าบัญชีสุทธิ

ต่างจากเท่าทุนตรงที่นับเงินสด ค่าธรรมเนียม และของที่ขายไปแล้วด้วย ถ้ายังไม่ได้บันทึกรายการเงินลงทุน จะยังไม่มีตัวเลขนี้

ต้องขึ้นถึงเท่าทุน

มูลค่าพอร์ตวันนี้ต้องเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร จึงจะกลับไปเท่าต้นทุนของที่ยังถืออยู่

คิดจากมูลค่าปัจจุบัน ไม่ใช่จากต้นทุน ถ้าขาดไปครึ่งหนึ่งต้องขึ้นเท่าตัวถึงจะเท่าทุน ไม่นับเงินปันผลหรือกำไรที่ขายไปแล้ว

ต่อปี

แปลงผลตอบแทนทั้งช่วงให้เป็นอัตราต่อปี จะได้เทียบกันได้ระหว่างของที่ถือคนละนาน

ช่วงที่สั้นกว่า 90 วันจะไม่แปลงให้ เพราะการขยายเลขช่วงสั้นเป็นรายปีทำให้ความบังเอิญดูเป็นแนวโน้ม

ตัวเลขคาดการณ์

ค่ากลางที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดไว้ก่อนตัวเลขจริงออก

ตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวไม่มีคาดการณ์ของตลาด (เช่นที่ดึงจาก FRED) ช่องนี้จะว่าง

ตำแหน่งงานว่าง (JOLTS)

มีตำแหน่งงานเปิดรออยู่กี่ตำแหน่ง บอกว่าตลาดแรงงานตึงแค่ไหน

น้ำหนัก

สัดส่วนมูลค่าของตัวนี้เทียบกับพอร์ตทั้งหมด

เบต้า

พอร์ตขยับแรงกว่าหรือน้อยกว่าดัชนีเท่าไร เบต้า 1 คือขยับพอ ๆ กัน มากกว่า 1 คือเหวี่ยงกว่าตลาด

ใช้ได้เฉพาะของที่มีราคารายวัน ของที่ราคาเป็นรายเดือน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะไม่เข้าการคำนวณนี้

เบรกเอาต์

ราคาทะลุจุดสูงสุดของช่วงที่ผ่านมา เป็นธรรมเนียมการอ่านว่าแนวโน้มกำลังเริ่ม

ประเภทรายการของผู้บริหาร

มีแค่ ซื้อ กับ ขาย ที่เป็นการตัดสินใจซื้อขายในตลาดจริง อย่างอื่นเป็นเรื่องตามกำหนด

รับจัดสรร ใช้สิทธิ หักภาษี และโอนให้ ไม่ใช่สัญญาณว่าผู้บริหารมองบวกหรือลบ แต่มักถูกอ่านผิดเป็นอย่างนั้น เช่น หักภาษี คือขายหุ้นบางส่วนเพื่อจ่ายภาษีของหุ้นที่เพิ่งได้มา

ประมาณการ

ตัวเลขนี้ระบบคำนวณให้เอง ไม่ใช่ตัวเลขที่ประกาศจริง

ใช้ดูภาพรวมได้ แต่อย่าเอาไปยื่นภาษีหรือตัดสินใจโดยไม่ทาน

เปอร์เซ็นไทล์

เส้น "แย่ (5%)" คือมีเพียง 5 เส้นจาก 100 ที่จบต่ำกว่านี้ ส่วน "ดี (95%)" คือมีเพียง 5 เส้นที่จบสูงกว่า ตัวเลขในวงเล็บไม่ใช่ผลตอบแทน

ผลตอบแทนของที่เลือก (TWR)

ผลตอบแทนต่อปีของพอร์ตโดยตัดจังหวะฝากถอนออก เป็นตัวเดียวที่เอาไปเทียบดัชนีได้อย่างเป็นธรรม

ต้องมีมูลค่าพอร์ตที่บันทึกไว้อย่างน้อยสองวัน และคิดได้เฉพาะทั้งพอร์ต ไม่แยกรายบัญชี

ผลตอบแทนเงินของคุณ (XIRR)

ผลตอบแทนต่อปีของเงินที่ใส่เข้าไปจริง โดยนับด้วยว่าใส่ตอนไหน ใส่ก้อนใหญ่ก่อนตลาดขึ้นตัวเลขนี้จะสูง

ถ้ายังไม่ได้บันทึกเงินลงทุนตั้งต้น ระบบจะประมาณจากรายการซื้อขายแทน และไม่นับรายการเงินสด

ผลตอบแทนบนต้นทุน (YoC)

เงินปันผลต่อปี หารด้วยต้นทุนของคุณเอง ไม่ใช่ราคาตลาดวันนี้

ยิ่งถือนานตัวเลขนี้ยิ่งสูงขึ้นเองแม้ปันผลเท่าเดิม จึงใช้เทียบกับหุ้นตัวอื่นไม่ได้

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล

ดอกเบี้ยที่ได้จากการให้รัฐบาลสหรัฐกู้ ถือเป็นอัตราที่แทบไม่มีความเสี่ยง จึงเป็นเส้นฐานที่ทุกสินทรัพย์ถูกเทียบด้วย

ผลตอบแทนขึ้นแปลว่าราคาพันธบัตรลง สองอย่างนี้สวนทางกันเสมอ

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ภาษีที่ถูกหักไว้ตั้งแต่ตอนจ่ายปันผล เงินที่เข้าบัญชีจึงน้อยกว่ายอดประกาศ

มุมมองจากกราฟและข่าว

โมเดลสรุปจากราคา เส้นเฉลี่ย และข่าวล่าสุดว่าตอนนี้ดูเข้าทางไหน ไม่ได้สั่งซื้อขาย

เฝ้าดู = ยังไม่ชัด ทยอยเก็บ = ถ้าจะถือก็ค่อย ๆ เพิ่ม เบาลง = ถ้าถืออยู่ก็อย่าเพิ่มสัดส่วน หรือพิจารณาถือให้น้อยลง

ไม่รู้ว่าคุณถือเท่าไร และไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน เป็นการอ่านข้อมูลสาธารณะเท่านั้น

มูลค่าตลาด

ราคาหุ้นคูณจำนวนหุ้นทั้งหมด คือราคาป้ายของทั้งบริษัท

ยอดค้าปลีก

คนใช้จ่ายกันมากขึ้นหรือน้อยลง บอกแรงซื้อของผู้บริโภคซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจสหรัฐ

รายได้และการใช้จ่าย (PCE)

อีกมาตรวัดเงินเฟ้อ ต่างจาก CPI ตรงที่ปรับตามพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปซื้อของถูกกว่า

Fed ใช้ตัวนี้เป็นหลักในการตั้งเป้าเงินเฟ้อ ไม่ใช่ CPI

วันขึ้นเครื่องหมาย XD

ต้องถือหุ้นอยู่ก่อนวันนี้ถึงจะได้ปันผลรอบนั้น ซื้อวันนี้ไม่ทันแล้ว

ไม่ใช่วันที่เงินเข้าบัญชี เงินจริงมักเข้าหลังจากนี้อีกหลายสัปดาห์

เวลาที่ถืออยู่

กี่เปอร์เซ็นต์ของช่วงเวลาที่กลยุทธ์ถือของอยู่ ที่เหลือคือถือเงินสด

ส่วนต่าง 10 ปี ลบ 2 ปี

ปกติให้กู้ยาวต้องได้ดอกเบี้ยมากกว่าให้กู้สั้น ค่านี้จึงควรเป็นบวก

ติดลบ (เรียกว่าเส้นกลับหัว) เคยมาก่อนภาวะถดถอยหลายครั้ง แต่เป็นแค่ธรรมเนียมการอ่านของตลาด ไม่ใช่การพยากรณ์

ส่วนแบ่งความเสี่ยง

ตัวนี้เป็นต้นเหตุของความผันผวนพอร์ตกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่น้ำหนักเงิน ค่าติดลบแปลว่าช่วยลดความเสี่ยงรวม

สหสัมพันธ์

ใกล้ 1 คือขึ้นลงพร้อมกัน ใกล้ -1 คือสวนทางกัน การกระจายความเสี่ยงจริงเกิดเมื่อค่าใกล้ศูนย์หรือติดลบ

เส้นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (EMA)

เหมือน SMA แต่ให้น้ำหนักวันล่าสุดมากกว่า จึงตอบสนองราคาที่เพิ่งเปลี่ยนเร็วกว่า

เส้นค่าเฉลี่ย (SMA)

ราคาปิดเฉลี่ยย้อนหลังตามจำนวนวันที่กำหนด ใช้ดูทิศทางโดยกรองความเหวี่ยงรายวันออก

เสี่ยงขาดทุนวันเดียว (VaR)

ในวันแย่ ๆ ระดับ 5 วันจาก 100 วัน พอร์ตมีโอกาสติดลบประมาณเท่านี้

ไม่ได้บอกว่าแย่ที่สุดได้แค่ไหน วันที่แย่กว่านี้ยังเกิดได้

หนี้สินต่อทุน (D/E)

หนี้สินเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น ยิ่งสูงยิ่งพึ่งเงินกู้มาก

ระดับที่ปกติต่างกันมากตามอุตสาหกรรม ธนาคารกับโรงงานเทียบกันไม่ได้

อัตรากำไรขั้นต้น

เหลือกี่เปอร์เซ็นต์หลังหักต้นทุนสินค้า ยังไม่หักค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

อัตรากำไรสุทธิ

เหลือกี่เปอร์เซ็นต์หลังหักทุกอย่างแล้ว รวมภาษีและดอกเบี้ย

อัตราเงินเฟ้อ

ราคาโดยรวมสูงขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี เงินเท่าเดิมซื้อของได้น้อยลงเท่านั้น

อัตราชนะ

กี่เปอร์เซ็นต์ของรอบเทรดที่จบแบบกำไร

ชนะบ่อยไม่ได้แปลว่าได้กำไรรวม ถ้าครั้งที่แพ้ขาดทุนหนักกว่าครั้งที่ชนะมาก

อัตราปันผล

เงินปันผลต่อปี หารด้วยราคาปัจจุบัน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์

ในแอปนี้คำว่า "ปันผล" บางที่หมายถึงจำนวนเงิน บางที่หมายถึงอัตรา ให้ดูหน่วยกำกับ

อัตราว่างงาน

สัดส่วนคนที่อยากทำงานแต่ยังไม่มีงาน เป็นมาตรวัดความแข็งแรงของเศรษฐกิจ

ต่ำเกินไปก็ถูกมองว่าเศรษฐกิจร้อนเกินและอาจนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ย ข่าวดีของแรงงานจึงไม่ใช่ข่าวดีของตลาดเสมอไป

อัตราส่วนสภาพคล่อง

สินทรัพย์หมุนเวียนหารหนี้สินหมุนเวียน ต่ำกว่า 1 แปลว่าเงินสดระยะสั้นอาจตึง

CAGR

อัตราการเติบโตทบต้นต่อปี เหมือนยืดผลตอบแทนทั้งช่วงให้เป็นอัตราคงที่ต่อปี

EPS จริง เทียบ EPS คาด

กำไรต่อหุ้นที่ประกาศจริง เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ส่วนต่างนี้คือสิ่งที่ทำให้ราคาขยับ ไม่ใช่ตัวเลขกำไรเอง

ออกมาดีกว่าคาดแล้วราคาลงก็เกิดได้บ่อย เพราะตลาดคาดไว้สูงกว่าตัวเลขของนักวิเคราะห์อยู่แล้ว

GDP ที่แท้จริง

มูลค่าสิ่งที่ประเทศผลิตได้ หักผลของเงินเฟ้อออกแล้ว จึงเทียบข้ามปีได้

P/BV

ราคาหารมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น ต่ำกว่า 1 คือราคาต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี

P/E

ราคาหารกำไรต่อหุ้น บอกว่าจ่ายกี่บาทเพื่อซื้อกำไรหนึ่งบาทต่อปี ยิ่งต่ำยิ่งถูกเมื่อเทียบกำไร

เทียบกันได้เฉพาะในอุตสาหกรรมเดียวกัน และบริษัทขาดทุนจะไม่มีค่านี้

P/S

ราคาหารรายได้ต่อหุ้น ใช้ดูบริษัทที่ยังไม่มีกำไรแต่มีรายได้แล้ว

ROA

กำไรสุทธิเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมด บอกว่าใช้ของที่มีอยู่ทำกำไรได้ดีแค่ไหน

ROE

กำไรสุทธิเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น บอกว่าบริษัทใช้เงินทุนทำกำไรได้ดีแค่ไหน

RSI

วัดแรงซื้อแรงขายในช่วง 14 วัน ค่า 0-100 เกิน 70 มักเรียกว่าซื้อมากไป ต่ำกว่า 30 คือขายมากไป

เป็นธรรมเนียมการอ่านของตลาด ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายที่พิสูจน์แล้ว

Sharpe

ผลตอบแทนส่วนเกินต่อหนึ่งหน่วยความผันผวน ยิ่งสูงแปลว่าได้ผลตอบแทนคุ้มกับความเหวี่ยงที่รับ

ใช้ดอกเบี้ยไร้ความเสี่ยงคงที่ 2% ไม่ได้ปรับตามดอกเบี้ยจริงในแต่ละช่วง

ข้อความสีส้มคือข้อแม้ ตัวเลขของแอปนี้แคบกว่าชื่อของมันตรงไหน